คราวนี้นึกเรื่องที่อยากเขียนบล็อคออกแล้ว
เลยมาอัพ
ก่อนจะบ่น ขอตอบคำถามรุ่นพี่ รุ่นน้องก่อน
จากภาพนี้ ที่โพสไปเอนทรี ที่แล้ว
สวยดีพี่ ชอบสี
มีข้อสงสัยว่า ตัวหมากนี่พี่ตัดต่อส่วนนึงรึป่าว
อีกอย่างคือสังเกตว่ายุคหลังพี่จะลงสีแนวนี้ตลอด เหมือนจู่ๆก็อัพเลเวลมาแนวนี้ ว้อทแฮพเพน
#3 สงสัยคล้ายกันเพราะความแตกของภาพลายตัวหมากไหมนะ ที่เหมือนเอามาอีกที
แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก
เพราะเราว่าภาพนี้มันก็สวยลงตัวแล้วเนี่ย
ชอบการใช้สีเป็นพิเศษเลยล่ะ
เทคนิคสีดูมืออาชีพและพร้อมใช้งานจริงแล้ว
(นึกถึงตัวเองที่ยังเสียเวลาจับหลักการลงCG ในการทำงานจริงเลย)
แล้วก็ทำไมอยู่ๆงานมาเป็นแนวเนี้ยบขึ้นจากปีก่อนเหมือนสับสวิตซ์เลยแฮะหรือนี่คือการทดลองอะไรใหม่ ๆ เช่นกัน
..
..
ไม่แน่ใจว่าเก่งพอที่จะทำ Howto มั้ย(แต่ก็เคย เสร่อทำมาแล้วล่ะนะ)
เลยเอา howto ของการทำงาน มาอธิบายแบบย่อๆ

ส่วนเรื่องที่อัพเลเวล ก็รู้สึกว่าเป็นคำชมอ่ะนะ (โค้งขอบคุณคุณรุ่นน้องกับรุ่นพี่มากๆ)
ความจริง ก็คือ เรา ลด-ละ-เลิก การเผาน่ะ
ก็ไม่รู้จะทำไปได้ตลอดลอดฝั่งมั้ยน่ะนะ
แต่เคยทำงานแล้ว ไม่ว่างานภาพ งานเอกสาร งานนู้น งานนี้
โดนติเรื่อง ความไม่เรียบร้อย หลายครั้ง
เลยรู้สึกว่า ต้องแก้ไขซะแล้ว (แต่ก็นะ การทำงานเนี้ยบๆ เป็นอะไรที่ยากจัง orz)
..........................................................................................................................
สายตาที่เย็นชา....สายตาที่เที่ยงธรรม
1.
เมื่อเดือนที่แล้วไปค้างบ้านเพื่อน เพื่อนชวนดูเรื่อง God father
ที่จะเอามาฉายซ้ำในเคเบิลทีวี
หนังในตำนานอันเป็นต้นแบบประโยคยอดฮิต
..
..
"มันเป็นธุรกิจ"
..
..
วลีนี้ถูกใช้บ่อยครั้ง เวลามีการหักหลังของพวกพ้อง (และคนที่ใช้มักเป็นคนที่ทรยศตัวเอก)
ใช่ ทุกอย่างที่สับสน ซ่อนเงื่อน จะกลายเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายทันที
ถ้าบอกว่า มันเป็นเรื่องของปากท้อง
ประมาณว่า "ข้าไม่ได้เกลียดเอ็งนะ" แต่จำเป็นต้องทำ อะไรเทือกนั้น
และวัฒนธรรมตะวันตก นั้นแตกต่างจาก ตะวันออก
ตรงจุดนี้ เรามองว่าพวกฝรั่ง ถือเรื่อง "น้ำใจ"และ "เล่นพวก" น้อยกว่าทางเอเชีย
ในขณะเดียวกันอาการ "แค้นฝังหุ่น" ก็น้อยกว่า
คนที่เคยขัดแย้งกัน กลับมารวมมือกันได้ง่ายกว่า
ก็เพราะ "มันเป็นเรื่องของธุรกิจ" น่ะสิ
........................
"การยิงกัน เป็นการทำงาน เหมือนพนักงานบริษัททำเอกสาร เหมือนแกตื่นมาแล้ววาดรูป"
เพื่อนเล่าเรื่อง Godfather ให้ฟัง
แม้ God father จะเป็นต้นแบบ ของเรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
และเรื่องแนวเจ้าพ่อ หรือ แนว "แก็งสเตอร์"
ที่ออกมาขายความรุนแรงและเสริมความเท่มากมายในภายหลัง
แต่เอาเข้าจริง หนังเรื่อง God father นี้เรียบง่าย และดูเรียลมาก
เรื่องเกิดขึ้นในยุโรป แถวๆ อิตาลี
"พวกเจ้าพ่อจริงๆ คงไม่ได้ยิงกันเพราะอยากจะเท่หรอก" เพื่อนบอก
ฉากที่พระเอกของเรื่อง เรียนรู้การใช้ปืน ไม่ต่างอะไรกับ การที่เราเรียนรู้การใช้เม้าท์ปากกา
เป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของปากท้อง
ก็อย่างที่ว่า .................."มันเป็นธุรกิจ"
2.
เราสนใจการเมืองมาตั้งแต่ ประถม แต่ก็เป็นการรับรู้แบบ งูๆปลาๆ
เพราะเราชอบประวัติศาสตร์ ชอบเรื่องวัฒนธรรม
แต่ทุกครั้งที่ไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจสายธารประวัติศาสตร์ เราจะพบกับ
ปรัชญา-ศาสนา ในยุคนั้นๆ
ศิลปะ ในยุคนั้นๆ
และ การเมือง ในยุคนั้นๆ
การเมืองและประวัติศาสตร์ถูกอ้างอิง ถึงกันอย่างแยกไม่ออก
ปรัชญา-ศาสนา-ความเชื่อ บ่มเพาะเป็นแนวคิดทางการเมือง
กรณีคลั่งชาติ แบบเยอรมัน จนเกิดการล้างเผ่าพันธุ์ยิว
หรือ อาการเหยียดผิวของฝรั่ง
การพยายามสร้างรัฐไทย ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเชิดชูกษัตริย์ไทยครั้งสมัยรบกับพม่า
(ทั้งที่ตอนนั้น ยังไม่มีประเทศไทย มีแต่อยุธยา กับประเทศราช)
หลายครั้งความเชื่อ ถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ศิลปะกระแสหลัก ก็ถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเช่นกัน
ทั้งผู้มีอำนาจในขณะนั้น และผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม
สะท้อนออกมาในงานศิลปะ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=birdwithnolegs&month=06-2009&date=20&group=8&gblog=7
10 ปีที่แล้ว ตอนที่รู้สึกว่าข้อมูลข่าวสารยังไม่ถูกส่งผ่านไปมาในอินเตอร์เน็ตมากนัก
และสมัยที่ "ไอทีวี" ยังเป็นช่องน้องใหม่ ไฟแรง
นำเสนอ ข้อมูลที่เราหาไม่ได้จากช่องสาธารณะอื่นๆ
รายการย้อนรอย ได้นำเหตุการณ์ย้อนหลัง กรณี 14 ตุลา 2516
และ 6 ตุลา 2519 มาฉาย
ภาพความโหดร้าย และ เนื้อหา ถูกนำเสนอ
เมื่อเจอภาพสุดจะคลาสลิก

(เข้าไปดูเพิ่มได้ที่นี่)
http://www.youtube.com/watch?v=H30RniAgtHY (ดูต่อ แต่ดูแล้วอย่าพึ่งงง)
..........อะไรทำให้คนเราโหดได้ขนาดนี้?
มาถึงตอนนี้ ก็มานั่งคิด
สงครามระหว่าง 2 ประเทศ กับสงครามกลางเมือง อะไร เลวร้ายกว่ากัน
อย่างแรก 2 รัฐ ขัดผลประโยชน์กัน อย่างหลังเป็นการขัดผลประโยชน์ ภายในรัฐ
3.
ช่วงนี้ติดรายการวิทยุ 96.5 FM ช่วงอาจารย์ วีระ ธีรภัทร ช่วง บ่าย 2-4โมง
ใครไม่ว่างฟัง ไปหาฟังย้อนหลังได้ ที่ด้านล่าง
http://radio.mcot.net/fm965/programView.php?cliptype=218
อาจารย์แกเป็นคอเศรษฐกิจ จึงต้องอัพเดธข่าวการเมืองตามไปด้วย
ชอบที่จะฟังแกอัพเดธข่าวการเมืองในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์
เพราะตรงไปตรงมา ไม่เยิ่นเย้อ ไม่ใส่ความคิดที่วุ่นวายของสีๆทั้งหลายลงไป
มองที่ภาคเศรษฐกิจเป็นตัวยืนพื้น
........................................................................................................................
จุดเด่นอีกประการ ของอาจารย์วีระคือ การรับโทรศัพท์จากทางบ้าน
และการให้คำตอบที่ค่อนข้าง "ดุดัน" จนในบ้านครั้งกลายเป็น "ด่าคนที่โทรมา"
บุคลิกนี้ของอาจารย์ ทำให้มีทั้งคนรักมาก และเกลียดมาก
แต่ที่มากที่สุดคือคนฟังที่ ซึนเดเระ(แบบตู) คือ "ฟังนะ แต่ไม่แสดงออก" (ฮา)
..
..
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่อาจารย์วีระ แกเปิดสายสัมภาษณ์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์
ไทยรบพม่า-พม่ารบไทย
เป็นการตีความประวัติศาสตร์การรบพุ่งกับพม่า ในมุมมอง 2 ด้าน
คือ ทั้งจากพงศาวดารไทย และ พงศาวดารพม่า
เป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับเราๆ ที่คุ้นเคยกับ "ประวัติศาสตร์ด้านเดียว"
จากที่แบบเรียนบังคับ เพื่อหวังผลทางชาตินิยม(?)
หลังจากการสัมภาษณ์ครั้งนั้น มีคนทางบ้านโทรศัพท์มาถามในรายการ
..
..
"ทำไมพม่าต้องทำสงครามกับเราด้วยครับ อาจารย์?"
..
คำตอบของอาจารย์แก น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
..
..
"สงครามคือการลงทุนอย่างหนึ่ง"
แกพูดว่าในอดีต อยากได้ของของใคร ก็ต้อง ปล้นเอา
เพราะระบบการค้าขายไม่ได้แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน
สงครามในอดีต ไม่ได้ทำไปเพื่อชื่อเสียงหรือเกียรติยศอะไรทั้งสิ้น
สงคราม คือ การปล้น ของรัฐหนึ่งๆ ที่อยากได้อะไรบางอย่าง จากอีกรัฐ หนึ่ง
อะไรที่ว่า ก็อาจเป็น
ทรัพยกรธรรมชาติ ทรัพยากรแรงคน(คน)
พม่ารบไทย คือการรบที่กษัตริย์พม่า ลงทุนทำ
ไทยรบพม่า(?) คือการรบที่ กษัตริย์อยุธยา ลองทำดูบ้าง
มีทั้งคุ้ม และไม่คุ้ม
4.
"นักการเมือง ล้วนเลวทุกคน"
ประโยคที่ฟังแล้ว พาลให้เบื่อการเมืองหนักขึ้น
เพราะมีหลายคนปรามาสว่า นักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองไทย
ย่อมมีเอี่ยวกับผลประโยชน์มากกว่าจะทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
เอ....(ครุ่นคิด)
อันที่จริง พอมาวิเคราะห์มันเป็นปกติที่ นักการเเมือง จะต้องมีเอี่ยวกับผลโยชน์
เพราะหน้าที่ของนักการเมืองก็คือ "จัดสรรผลประโยชน์" ให้กับคนในรัฐ
ดังนั้น หากเราจะพูดว่า
การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ จึงไม่ใช่คำตัดพ้อต่อว่าแต่ประการใด
การจัดสรรผลประโยชน์ที่ดี ทำให้คนในชาติไม่ทะเลาะกันรุนแรง
แม้เรื่องราว ระหว่าง สี สอง สี หรือ หลายๆสี จะมองดูคาราคาซังและซับซ้อนในเรื่องอำนาจ
แต่ถ้ามองในมิติ "มันเป็นธุรกิจ" แล้ว
เราอาจเข้าใจหลายอย่างได้ทะลุปุโปร่ง มากขึ้น
5.
ในมิติการมองโลกแบบศิลปิน เพื่อที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ออกมาขับกล่อมจิตใจ
ให้ทั้งตัวศิลปินเอง และ ผู้เสพงาน
เราจำเป็นต้องยืนอยู่คนละมุมกับ มิติการมองโลกแบบนายทุน
(อาจที ศิลปินและนายทุนอาจสามารถเป็นคนๆเดียวกันได้ )
มิติแบบศิลปิน อาจมองการเมืองแบบใส่อารมณ์
เหมือนการวาดภาพ เสียดสีการเมือง
เหมือนนักเขียนการ์ตูนการเมืองที่ต้องเขียนมุขประชดประชัน ทุกวันเพื่อลงหนังสือพิมพ์
เหมือนนักกวีที่ ร่าย นิราศ ออกมาฟุมฟายสภาพบ้านเมือง ในแต่ละยุคสมัย
มิติของนักเศรษฐศาสตร์ นายทุน ที่มองการเมือง เสริมด้วยตัวเลขนั้น
อาจเป็นมุมมองที่ชัดเจน และ เข้าถึงสถานการณ์มากกว่าก็เป็นได้
สายตาของนายทุน ที่มองงานศิลปะเพื่อตีเป็นมูลค่า เพื่อที่จะนำไปค้าขาย
สายตาที่สะกดอารมณ์แบบศิลปินไม่ให้พุ่งพรวด
สายตาที่เหมือนจะเย็นชา แต่อาจเป็น
สายตาที่เที่ยงธรรม?.................................
เขียนเสร็จแล้วมองไปที่หัวบล็อคของตัวเอง
อืม......นะ
.................................................................................................
edit @ 19 Nov 2009 03:56:49 by คาโตเน่
edit @ 19 Nov 2009 03:59:05 by คาโตเน่