ในโลกกว้าง....

posted on 24 Jun 2009 01:16 by catone

วันนี้มาฟังนิทานกัน....  

..

..

ผู้เป็นพ่อให้ลูกชาย

เดินทางไปเรียนรู้การมีความสุขจากชายผู้มีความสุขที่ในโลก

.. 

เด็กชายเดินทางไปหาชายผู้นั้นที่คฤหาสน์หลังใหญ่ 

ในคฤหาสน์เต็มไปด้วยซุ้มตระการตามากมาย 

 

.. 

..

เมื่อได้พบชายผู้มีความสุขที่สุดในโลก

เด็กชายมิรอช้าที่จะบอกถึงวัตถุประสงค์

..

..

 พ่อข้าให้มาเรียนรู้ วิธีการจากท่าน  

ชายผู้มีความสุขที่สุดในโลก

ยื่นช้อนให้เด็กหนุ่มถือ

แล้ว เท น้ำมันลงบนช้อน 

..

ถือช้อนนี่แล้วเดินไปรอบๆคฤหาสน์ของข้า 

ระวังอย่าในน้ำมันหก 

..

..

เด็กหนุ่มหายไปครู่ใหญ่  แล้วเดินกลับมา 

ชายผู้นั้น ถามเด็กหนุ่มว่าเห็นอะไรในคฤหาสน์บ้าง 

..

เด็กชายทำท่าละอาย แล้วพูดว่า

ข้ามัวแต่ระวังน้ำมันในช้อน 

จึงไม่ได้สังเกตเลยท่าน 

..

.. 

ชายผู้นั้นจึงให้เด็กหนุ่มกลับไปเดินใหม่อีกรอบ

เมื่อกลับมาแล้วจึงถามเด็กหนุ่มอีกครั้งว่าเห็นอะไรบ้าง

..

.. 

เด็กหนุ่มบอกด้วยความตื่นเต้น

บรรยายถึงซุ้มตระการตามากมาย

หลายหลากที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

..

..

พูดจบแล้ว ชายผู้มีความสุขที่สุดในโลก

จึงบอกให้เด็กหนุ่มมองช้อนที่ตัวเองถืออยู่

..

..  

น้ำมันหกหายไป  ไม่มีเหลือ  

..

..

ชายผู้มีความสุขที่สุดในโลกกระซิบ 

.. 

เคล็ดลับของการมีความสุข 

คือการเดินท่องคฤหาสน์อย่างรื่นเริง 

โดยน้ำมันไม่หกหายไปจากช้อน

..

.. 

 เอามาจากนิยายเรื่อง “THE ALCHEMIST”

หรือ ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน 

ประพันธ์โดย เปาโล โคเอโย

 

edit @ 24 Jun 2009 01:29:30 by คาโตเน่

edit @ 24 Jun 2009 01:32:05 by คาโตเน่

 

หลายครั้ง กระทู้ตามบอร์ดใหญ่ๆ ที่มีประเด็นร้อนแรง  หรือกระทั่ง ในสังคมexteen มีการโต้เถียงกัน

ปฏิกิริยาของเจ้าของล็อคคือ  ชอบตามไปดู-ไปอ่าน คนทะเลาะ ตามประสาไทยมุง

มาคิดๆดูแล้ว ก็เป็นนิสัยไม่ดีเท่าไหร่  ก็นั่งถามตัวเองอยู่ว่า ทำไมอ่านแล้วเครียด แต่ก็สนุกแฮะ

(มันจะสนุก ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เราเดือดเนื้อร้อนใจด้วย)

 

   

คิดๆไปคิดๆมา ความสนุกอยู่ตรงที่  วิธีการอ้างอิงเหตุผล  การใช้ภาษา หรือ สำบัติ สำนวน อะไรก็แล้วแต่

ยิงถ้าเป็นการถกเถียงกันเชิงแนวความคิด-ความเชื่อ-อุดมการณ์ 

มันยิ่งเดือด ยิ่งมันส์(กรุณาอย่าเอาเยี่ยงอย่าง)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เผอิญ การบ้านของคณะ ให้ไปอ่านบทความในบล๊อคของอาจารย์ เอาเป็นความรู้ เพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต แลวไปเจอบทความที่น่าจะเป็นประโยชน์กับการโต้เถียงกันในอินเตอร์เน็ต

ทั้งคนที่ถกเถียงกัน และคนที่นั่งดู-นั่งอ่าน

ถ้า ได้รู้วิธีการคิด  เราอ่านเข้าถึงประเด็นกันได้มากขึ้น และได้ประโยชน์จากการอ่านข้อมูลและการถกเถียงในเน็ตมากขึ้น

การคิดเชิงวิจารณญาณ (Critical Thinking) คืออะไร?

ทำไมจึงต้องคิดเชิงวิจารณญาณ?

ปัญหา:

ทุกคนคิด:
เป็นธรรมชาติที่มนุษย์ต้องคิด แต่การคิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างที่มันเป็น

คือมีความลำเอียง, มีความบิดเบือน, เข้าข้าง, อวิชชา-ไม่รู้ หรือการเลยลึกไปถึงความมีอคติและความรังเกียจเดียดฉันท์ที่ตามมา ....แต่ระบบการคิดที่ดีเลิศนั้นจะเกิดได้ก็ด้วยการบ่มเพาะและการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเท่านั้น

นิยาม:

การคิดเชิงวิจารณญาณ คือศิลปะแห่งการวิเคราะห์และประเมินการคิดด้วยแนวคิดที่มุ่ง

ไปสู่การปรับปรุงวิธีคิดของตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

..........................................................................................................................

 

(รูปเต็มๆจากด้านบนอ่ะนะ เอามาพักตา หรือทำให้ปวดตา มากขึ้น =w=) 

คนเรามักใช้เหตุผลในการถกเถียงกัน

แต่มันก็มีเหตุผลบางอย่าง ที่ไม่เข้าท่า แฝงอยู่  อย่างไม่รู้ตัว

นี่เองอาจเป็นเหตุที่ทำให่เรา คุยกันไม่รู้เรื่องสักที

เหตุผลวิบัติ (Fallacies) 20 ประการ

 

 

อ่านแล้ว คุ้นๆ =[]=....

case ที่ว่า เจอบ่อยๆ ตามบอร์ด และ แถวๆนี้

บางทีตัวเราเองนั่นแหละ ที่ใช้เหตุผลวิบัติ (พอๆกับ ภาษาวิบัติสินะ )

ยังไม่จบ ยังมีอีก 

 

 

ใคร เจอ ข้อไหนบ้าง.....

(เจ้าของบล็อค อ่านบางข้อแล้ว ก็โดนตัวเองไปหลายดอกแฮะ

ทั้งที่เจตนา และไม่เจตนา)

 

สำหรับ ที่มาของบทความที่เป็นประโยชน์นี้

ที่มา: Bassham, Irwin, Nardone and Wallace; Critical Thinking, a Student Introduction, McGraw-Hill, N.Y. 2005 / . เดชา บุญค้ำ แปล-เรียบเรียง 2551

C 2008 Foundation for Critical Thinking Press www.criticalthinking.org

 บล็อคของอาจารย์เดชา

http://sites.google.com/site/builtenvironmentthai/index 

=w=b มีประโยชน์มากๆ  เข้าไปอ่านด้วยกันเถอะ

 

 

edit @ 5 Jun 2009 04:20:30 by คาโตเน่

 1. 

ปลายเดือนเมษายน  เพื่อนสายออกแบบ  เล่าให้ฟังว่า  ตอนที่ไปเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนระดับม.ปลาย  สิ่งที่ทำให้งานเลี้ยงลดความสนุกลง คือการถามอัตราเงินของแต่ละวิชาชีพ  

 

เพื่อนเสียงอ่อย เมื่อเปรียบเทียบเงินเดือน ระหว่าง สายออกแบบ กับ สายบริหารธุรกิจ  จึงบอกเพื่อนไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ  

มันเป็นเรื่องปกติของสายงาน  ที่แกกะฉันก็รู้ ก่อนจะเลือกเรียน” 

แต่ไม่มีอะไรแย่มากไปกว่า การถูกญาติพี่น้องกดดัน

……………………………………………………………………………

..  

2.

มีนักวิชาการของไทยคนนึง กล่าวไว้      

ศิลปะ นั้น เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่จำเป็น ก็น่าจะจริง 

ถ้าได้ศึกษา ประวัติศาสตร์ศิลปะสักหน่อย  เราจะทราบว่า 

เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ศิลปิน ได้รับการอุปถัมภ์

.. 

เริ่มแต่ยุคกษัตริย์

มาจนยุคพ่อค้า

ที่เห็นได้ชัดมากๆ คือ ยุค ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม   

ตระกูลใหญ่ พ่อค้า-นายธนาคาร เมดิชิ รวบรวมศิลปินหลากแขนงจากทั่วยุโรป

มาสร้างสรรค์เมืองฟอเรนส์ให้รุ่งเรืองที่สุด เท่าที่วิทยการ-ศิลปะ ในยุคนั้น จะเอื้ออำนวย

  ในบรรดา ศิลปิน ที่ตระกูลพ่อค้าตระกูลนี้ อุปถัมภ์ มีทั้ง ลีโอนาโด  ดาร์วินชี และ ไมเคิลแองเจโล (มิเกลันเจโล)

..

..

 

ศิลปิน แสดงฝีมือ จนเป็นที่ยอมรับ และได้รับการอุปถัมภ์จากนายทุน

เป็นเรื่องปกติธรรมดา และเข้าใจได้ง่าย ว่าศิลปะนั้น ก็เป็นสินค้า ที่ต้องมีทุน

.............................................................................................

3.ศิลปิน ที่สร้างงานศิลปะ สนองอารมณ์  มากกว่าจะหาทุน  

ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ศิลปะ นามว่าวินเซ้นต์ แวน โก๊ะ (ฟินเซนต์ ฟานก็อกฮ์)

ที่กล่าวกันว่าในขณะที่มีชีวิตอยู่   เขายากไร้ ถึงขนาดในยามเหน็บหนาว

ต้อง เอาภาพวาดของตัวเองมาเป็นเชื้อเพลิงเผาให้ความร้อน แทนฟืน  

จะด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของศิลปิน เป็นผู้ทำร้ายตัวเอง 

หรืออย่างไรก็แล้วแต่  

 

ภาพลักษณ์ ศิลปินนั้นไส้แห้ง 

ถูกตราตรึงลงในความทรงจำของผู้คน  

.............................................................................................

..

.. 4.ปลายเดือน พฤษภา     ในห้องพักนักศึกษาสายวิชาออกแบบปีสุดท้าย 

เสียงวิทยุ คลื่น 96.50  ดังขึ้น  พิธีกรรายการวิทยุ  

สัมภาษณ์ นิรุต  นักแสดงอาวุโส  

กรณี  พ่อค้าคนกลาง กดราคา สินค้าเกษตรด้วยวิธีต่างๆ นานา  

นักแสดงอาวุโสให้ความเห็นว่ารัฐมีความชอบธรรมที่จะเข้ามาจัดการกลไกดังกล่าว  (นอกเหนือจากวิธีการเดียว คือ รับซื้อผลผลิต)

เกษตรกร ไม่สมควรต้องยากไร้  เพราะคนเรายังต้องกินข้าวและผลไม้ 

แต่สถานะทางสังคม กลับอยู่ระดับล่าง 

 

..

..

เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้น  

เป็นสายจากพี่ ที่ทำงานด้านอนิเมชั่น  น้ำเสียงท้อแท้

จากการต้องทำงานคุณภาพต่ำเพราะทุนต่ำ ป้อนตลาดมีเดียในไทย  

ราวกับ เกษตรกร  ถูกพ่อค้าคนกลาง กดราคาข้าว ยังไงอย่างงั้น

..

..

ศิลปิน หลายคน  เข้าใจความจำเป็นของนายทุน และไม่โง่

จึงแยกออกระหว่างความจำเป็นของนายทุนบางคน 

กับ การเอาเปรียบ ของนายทุนบางคน

 

 

..

..

หากสังคมโลกไต่ระดับมาจนกระทั่ง

ผู้คนจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็น

งานศิลปะก็เป็นปัจจัยพื้นฐาน 

ไม่ต่างจากข้าวที่จำเป็นต้องกิน 

และไม่ได้หมายความว่า 

ศิลปินไทยต้องยอมถูกกดราคาเหมือนเกษตรกรไทย 

..

นายทุน  มีวิธีคิดแบบสามัญคล้ายๆกันคือ  ต้นทุนต่ำสุด กำไรสูงสุด   

แต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด 

ในเรื่องของรูปแบบการทำธุรกิจ-ความเสี่ยง-ระยะเวลาของการลงทุน ฯลฯ

..

..

ศิลปิน  มีวิธีคิดแบบสามัญคล้ายๆกันคือ  

จะสร้างงานยังไง ให้ออกมาเป็นที่พอใจที่สุด 

แต่ต่างกันไปในรายละเอียด  ในเงื่อนไขที่ว่า  

จะทำงานให้เป็นที่พอใจของใคร  ของตัวเอง  นายทุน  หรือ มหาชน

ศิลปิน  ที่จัดว่าโชคดี คือ มีโอกาสทำงานสนองได้ครบทุกองค์ 

 

..

..

..........................................................................................

1.

..

.. 

ปลายเดือนเมษายน  เพื่อนสายออกแบบ  เล่าให้ฟังว่า  ตอนที่ไปเลี้ยงรุ่นกับระดับม.ปลาย  สิ่งที่ทำให้งานเลี้ยงลดความสนุกลง คือการถามอัตราเงินของแต่ละวิชาชีพ   เพื่อนเสียงอ่อย เมื่อเปรียบเทียบเงินเดือน ระหว่าง สายออกแบบ กับ สายบริหารธุรกิจ  เราบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ   มันเป็นเรื่องปกติ

........................................................................................................

...

..

5.ในเวลานี้  นึกถึงเพื่อน และบทสนทนานั้น

มีคำตอบที่อยากจะบอกเพื่อนอีกครั้ง 

ไม่มีอะไรน่าเศร้า  เราเพียงเดินทางตามดาวคนละดวง           

 

 

edit @ 3 Jun 2009 04:18:40 by คาโตเน่

ไม่รู้จะอัพอะไร

เอาการ์ตูนที่เขียนลงบอร์ดมาอัพละกัน

เป็นอีเว้นท์ ที่ต้องเอาคาแรกเตอร์เรา ชวนคาแรกเตอร์เพื่อนร่วมบอร์ดเต้นรำ

 ..

..

..

 ..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

 ..

..

..

..

..

..

..

..

 

โดยส่วนตัวนับถือพุทธ

แต่ทำไมไม่รู้  ชอบเขียนถึงศาสนาคริสต์  อาจเพราะ มันชัพพอร์ตเรื่องความรักได้มากกว่า

อาจมองแบบผิวเผินไปหน่อย

โดยส่วนตัว คิดว่า ศาสนาคริสต์ มันเป็นศาสนาแห่งความรักจริงๆ

ยังมีเยื่อใยกับพระเจ้า  เหมือนลูกที่รักพ่อแม่ และต้องเชื่อฟัง

ในขณะที่พุทธ  ปฏิเสธจุดนี้

ก็เป็นธรรมดาของศาสนา อเทวะนิยม

 ..

...

 

edit

อ่านคอมเม้นท์แล้วเกิดอารมณ์อยากอธิบายผลงาน

(แสดงว่าล้มเหลวทางการสื่อความ ฮา)

...

#4

มัน...เหมือนมีความหมายอะไรอยู่ลึกๆอ่ะนะ

 #5

ท็อปปิคเรื่องน่าสนใจมาก

พระเจ้า มีไว้ทำไม

 #6

ชอบตรงที่พูดว่า "ทำไมต้องเป็นเธอ ทำไมต้องเป็นเรา"
หนูว่านี่ล่ะ หน้าที่ของพระเจ้า

 #7

ตอนจบนี่เหมือจะบอกว่า พระเจ้าได้ทำให้ทั้งคู่มาพบกันอย่างงั้นแหละ

 

.....

ก็แล้วแต่จะตีความไปกัน ตามสะดวก

ความจริงคนเขียน ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า
พระเจ้ามีจริง หรือมีอำนาจทำให้ทั้งคู่พบกัน

แต่ อยากจะนำเสนอว่า
ทำไมคนเรา ถึงเชื่อว่ามีพระเจ้า
แล้วคนเราเอาพระเจ้ามาทำอะไรบ้าง

แบบผู้เป็นพ่อ เมื่อสูญเสียภรรยา ก็นึกถึงพระเจ้า
เอาพระเจ้าไว้ระบายอารมณ์
ชายหนุ่มในเรื่อง ไม่รู้จะชวนสาวเต้นรำยังไง

การเชื่อว่ามีพระเจ้า มันอาจเป็น
"ประโยชน์ใช้สอยทางความคิด"
ที่คนเราคิดขึ้นมา เพื่อปลอบใจตัวเอง
ทำให้ตัวเองรู้สึกเศ้ราน้อยลง
หรือ มีความสุขกับชีวิตมากขึ้นก็ได้

แต่ด้วยข้อจำกัดทางการประพันธ์
คนเขียนก็เขียนในลักษณ์ค่อนข้าง
ไปทางทำให้เชื่อว่ามีพระเจ้า
ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไรมั้ง

=w=
การสื่อความไปพร้อมกับตั้งคำถาม
คือความยากของการ์ตูนแนวนี้
อยากสื่อ แต่สื่อตรงๆ ก็ไม่มีเสน่ห์
ทำให้คลุมเครือก็ดูงงๆ

 

 

edit @ 31 May 2009 23:13:05 by คาโตเน่

กดดูภาพใหญ่

V

http://fc09.deviantart.com/fs42/f/2009/134/c/2/CF6th__Tragedy_by_cat_one.jpg

 

หนึ่งในแกนนำ ถูกยิง....(ไม่ใช่เสื้อเหลืองแดง นะ แต่ทำไมโทนสีมันให้วะ)

 

เป็นภาพที่วาด จาก อินโทรเนื้อเรื่องหลักของ กรรมการ CF 6  ในรอบที่สอง

(มีคน วาดเกือบ 40 หน้า เหมือน ตรูด้วยวุ้ย...)

 

ว่างๆ ลองแวะไปอ่าน ที่นี่

V

http://thaicomic.com/forum/viewtopic.php?t=12425&start=0