ศิลปิน vs พ่อค้า (ไม่มีอะไรน่าเศร้า เราเพียงเดินทางตามดาวคนละดวง)
posted on 03 Jun 2009 02:35 by catoneปลายเดือนเมษายน เพื่อนสายออกแบบ เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ไปเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนระดับม.ปลาย สิ่งที่ทำให้งานเลี้ยงลดความสนุกลง คือการถามอัตราเงินของแต่ละวิชาชีพ
เพื่อนเสียงอ่อย เมื่อเปรียบเทียบเงินเดือน ระหว่าง สายออกแบบ กับ สายบริหารธุรกิจ จึงบอกเพื่อนไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“มันเป็นเรื่องปกติของสายงาน ที่แกกะฉันก็รู้ ก่อนจะเลือกเรียน”
แต่ไม่มีอะไรแย่มากไปกว่า การถูกญาติพี่น้องกดดัน
……………………………………………………………………………
..
2.
มีนักวิชาการของไทยคนนึง กล่าวไว้
ศิลปะ นั้น เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่จำเป็น ก็น่าจะจริง
ถ้าได้ศึกษา ประวัติศาสตร์ศิลปะสักหน่อย เราจะทราบว่า
เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ศิลปิน ได้รับการอุปถัมภ์
..
เริ่มแต่ยุคกษัตริย์
มาจนยุคพ่อค้า
ที่เห็นได้ชัดมากๆ คือ ยุค ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม
ตระกูลใหญ่ พ่อค้า-นายธนาคาร เมดิชิ รวบรวมศิลปินหลากแขนงจากทั่วยุโรป
มาสร้างสรรค์เมืองฟอเรนส์ให้รุ่งเรืองที่สุด เท่าที่วิทยการ-ศิลปะ ในยุคนั้น จะเอื้ออำนวย
ในบรรดา ศิลปิน ที่ตระกูลพ่อค้าตระกูลนี้ อุปถัมภ์ มีทั้ง ลีโอนาโด ดาร์วินชี และ ไมเคิลแองเจโล (มิเกลันเจโล)
..
..
ศิลปิน แสดงฝีมือ จนเป็นที่ยอมรับ และได้รับการอุปถัมภ์จากนายทุน
เป็นเรื่องปกติธรรมดา และเข้าใจได้ง่าย ว่าศิลปะนั้น ก็เป็นสินค้า ที่ต้องมีทุน
.............................................................................................
3.ศิลปิน ที่สร้างงานศิลปะ สนองอารมณ์ มากกว่าจะหาทุน
ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ศิลปะ นามว่าวินเซ้นต์ แวน โก๊ะ (ฟินเซนต์ ฟานก็อกฮ์)
ที่กล่าวกันว่าในขณะที่มีชีวิตอยู่ เขายากไร้ ถึงขนาดในยามเหน็บหนาว
ต้อง เอาภาพวาดของตัวเองมาเป็นเชื้อเพลิงเผาให้ความร้อน แทนฟืน
จะด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของศิลปิน เป็นผู้ทำร้ายตัวเอง
หรืออย่างไรก็แล้วแต่
ภาพลักษณ์ “ศิลปินนั้นไส้แห้ง”
ถูกตราตรึงลงในความทรงจำของผู้คน.............................................................................................
..
.. 4.ปลายเดือน พฤษภา ในห้องพักนักศึกษาสายวิชาออกแบบปีสุดท้ายเสียงวิทยุ คลื่น 96.50 ดังขึ้น พิธีกรรายการวิทยุ
สัมภาษณ์ นิรุต นักแสดงอาวุโส
กรณี พ่อค้าคนกลาง กดราคา สินค้าเกษตรด้วยวิธีต่างๆ นานานักแสดงอาวุโสให้ความเห็นว่ารัฐมีความชอบธรรมที่จะเข้ามาจัดการกลไกดังกล่าว (นอกเหนือจากวิธีการเดียว คือ รับซื้อผลผลิต)
เกษตรกร ไม่สมควรต้องยากไร้ เพราะคนเรายังต้องกินข้าวและผลไม้
แต่สถานะทางสังคม กลับอยู่ระดับล่าง
..
..
เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้น
เป็นสายจากพี่ ที่ทำงานด้านอนิเมชั่น น้ำเสียงท้อแท้จากการต้องทำงานคุณภาพต่ำเพราะทุนต่ำ ป้อนตลาดมีเดียในไทย
ราวกับ เกษตรกร ถูกพ่อค้าคนกลาง กดราคาข้าว ยังไงอย่างงั้น
..
..
ศิลปิน หลายคน เข้าใจความจำเป็นของนายทุน และไม่โง่
จึงแยกออกระหว่างความจำเป็นของนายทุนบางคน
กับ การเอาเปรียบ ของนายทุนบางคน
..
..
หากสังคมโลกไต่ระดับมาจนกระทั่ง
ผู้คนจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็น
งานศิลปะก็เป็นปัจจัยพื้นฐาน
ไม่ต่างจากข้าวที่จำเป็นต้องกิน
และไม่ได้หมายความว่า
ศิลปินไทยต้องยอมถูกกดราคาเหมือนเกษตรกรไทย
..
นายทุน มีวิธีคิดแบบสามัญคล้ายๆกันคือ ต้นทุนต่ำสุด –กำไรสูงสุด
แต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด
ในเรื่องของรูปแบบการทำธุรกิจ-ความเสี่ยง-ระยะเวลาของการลงทุน ฯลฯ
..
..
ศิลปิน มีวิธีคิดแบบสามัญคล้ายๆกันคือ
จะสร้างงานยังไง ให้ออกมาเป็นที่พอใจที่สุด
แต่ต่างกันไปในรายละเอียด ในเงื่อนไขที่ว่า
จะทำงานให้เป็นที่พอใจของใคร ของตัวเอง นายทุน หรือ มหาชน
ศิลปิน ที่จัดว่าโชคดี คือ มีโอกาสทำงานสนองได้ครบทุกองค์
..
..
..........................................................................................
1.
..
..ปลายเดือนเมษายน เพื่อนสายออกแบบ เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ไปเลี้ยงรุ่นกับระดับม.ปลาย สิ่งที่ทำให้งานเลี้ยงลดความสนุกลง คือการถามอัตราเงินของแต่ละวิชาชีพ เพื่อนเสียงอ่อย เมื่อเปรียบเทียบเงินเดือน ระหว่าง สายออกแบบ กับ สายบริหารธุรกิจ เราบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “มันเป็นเรื่องปกติ”
........................................................................................................
...
..
5.ในเวลานี้ นึกถึงเพื่อน และบทสนทนานั้น
มีคำตอบที่อยากจะบอกเพื่อนอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรน่าเศร้า เราเพียงเดินทางตามดาวคนละดวง”
edit @ 3 Jun 2009 04:18:40 by คาโตเน่
เพิ่งรู้ว่ามี blog
Add
#1 By G.man on 2009-06-03 02:49